วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

12ต้นไม้ในร่มปลูกในบ้าน


1. กล้วยไม้



ลักษณะทั่วไป


           กล้วยไม้เป็นพืชดอกที่มีสายหลากหลายสายพันธุ์ มีมากกว่า 800 สกุล และอีกกว่า 2 หมื่นชนิด ซึ่งแต่ละชนิดและสายพันธุ์ก็มีความแตกต่างทั้งสีสัน ลวดลาย กลิ่น รูปทรง และขนาดต้นรวมทั้งดอก อีกทั้งกล้วยไม้ยังเป็นพืชที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกเลยทีเดียว ซึ่งกล้วยไม้ที่นิยมปลูกในประเทศไทยคือ กล้วยไม้แคทลียา ซึ่งมีดอกใหญ่ สีสันสวยงาม และมีกลิ่นหอม จนถูกยกให้เป็น ราชินีแห่งกล้วยไม้ โดยดอกกล้วยไม้จะมีกลีบดอกประมาณ 6 กลีบ แบ่งออกเป็น 2 ชั้น และมีเกสรอยู่ภายใน ส่วนสีสันและรูปร่างก็อาจต่างกันไปตามสายพันธุ์ อีกทั้งยังปลูกในร่มได้อีกด้วย



 วิธีการปลูกและดูแลรักษา


           การปลูกต้นกล้วยไม้มักจะปลูกตามชนิดของกล้วยไม้ แต่ส่วนมากจะปลูกในกระถางแบบแขวน ที่มีให้เลือกปลูกตามแต่ความเหมาะสม ตั้งแต่กระถางดินเผาทรงเตี้ย, กระถางดินเผาทรงสูง, กระเช้าไม้สัก, กระเช้าพลาสติก, กระถางดินเผามีรูก้นกระถาง, ท่อนไม้ที่มีเปลือก หรือจะปลูกติดกับต้นไม้ใหญ่ไปเลยก็ได้ ส่วนการรดน้ำและการดูแล ควรรดน้ำวันละ 1 ครั้ง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการรดน้ำกล้วยไม้คือช่วงเช้า ตั้งแต่ 06.00-09.00 น. เพราะเป็นช่วงที่รากกล้วยไม้สามารถดูดซึมน้ำได้ดีที่สุด ซึ่งคุณสามารถปลูกกล้วยไม้ในร่มได้ แต่ถ้าอยากให้ได้รับสารอาหารไวขึ้น ให้วางในจุดที่แดดส่องถึงรำไร หรือนำออกไปรับแสงอ่อน ๆ บ้างก็ยิ่งดี




 2. เฟิร์นบอสตัน



 ลักษณะทั่วไป

           เฟิร์นบอสตันเป็นพืชตระกูลเฟิร์นชนิดหนึ่ง มีใบเขียวชะอุ่มคล้ายใบมะขาม ปลายใบไม่มีแฉก เป็นพืชที่ชอบความชื้น สามารถปลูกในร่มได้สบาย ๆ นอกจากนี้เฟิร์นบอสตันยังมีคุณสมบัติช่วยดูดสารพิษ และฟอกอากาศภายในบ้านได้อีกด้วย จึงเป็นอีกหนึ่งต้นไม้ในร่มยอดนิยมที่มักจะปลูกไว้ในบ้านหรือในอาคาร เพื่อเป็นไม้ประดับสวย ๆ



 วิธีการปลูกและดูแลรักษา


           คุณสามารถปลูกเฟิร์นในที่ร่มได้สบาย ๆ แต่ควรรดน้ำให้เฟิร์นชุ่มพอดี อย่าปล่อยให้แฉะน้ำ เพราะเฟิร์นอาจเฉาตายได้ และถ้าขาดน้ำเมื่อไหร่ใบก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและร่วงอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรให้เฟิร์นได้รับแสงแดดบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาใบเหลืองเฉา ส่วนการให้ปุ๋ยควรให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแบบละลายน้ำ โดยฉีดพ่นเป็นละอองเบา ๆ และให้ปุ๋ยเพียงเดือนละครั้งก็พอ




3. เดหลี

 ลักษณะทั่วไป

           เดหลีเป็นไม้ในร่มที่ฮิตไม่น้อย เพราะมีใบสีเขียวเข้มมันวาว แถมยังให้ดอกสีขาวแกมเหลืองสวยงามคล้ายดอกหน้าวัว ลำต้นมีความสูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร นิยมปลูกในบ้านเพราะเป็นพืชที่ดูดสารพิษจำพวกแอลกอฮอล์ อาซีโตน ไตรคลอไรเอทีรีน เบนซีน และฟอร์มาลดีไฮด์ รวมทั้งช่วยฟอกอากาศได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งดอกเดหลีสามารถออกดอกได้ในอาคารแม้จะเจอเพียงแค่แสงจากหลอดไฟนีออนเท่านั้น

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

          ส่วนใหญ่เราจะปลูกเดหลีในกระถาง โดยใช้ดินร่วนผสมปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และทรายหยาบผสมในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน สำหรับการรดน้ำควรหมั่นรดน้ำให้ดินชุ่มอยู่เสมอ และบำรุงด้วยปุ๋ยคอกละลายน้ำ เดือนละ 1-2 ครั้ง นอกจากนี้ควรหมั่นทำความสะอาดใบไม้เป็นประจำ ด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใบ เพื่อป้องกันแมลงกัดใบด้วย





 4. เศรษฐีเรือนใน

 ลักษณะทั่วไป

           เศรษฐีเรือนในเป็นไม้กอขนาดเล็ก ลักษณะใบเป็นใบเล็กเรียวสีเขียวอ่อน ๆ ตลอดใบ ตรงกลางใบไม้เป็นแถบสีขาวยาวตลอดทั้งใบเช่นกัน ความยาวของใบมีขนาดประมาณ 15-30 เซนติเมตร นิยมปลูกภายในอาคารเพราะเป็นพืชที่มีความสามารถในการดูดสารพิษ และฟอกอากาศได้ นอกจากนี้ต่างชาติยังเรียกว่า ต้นแมงมุม (Spider Plant) หรือ ต้นเครื่องบิน (Airplane Plant) เนื่องจากต้นจะแกว่งไป-มาเวลาที่ถูกลมพัด รวมทั้งยังเป็นต้นไม้มงคลที่ปลูกแล้วเชื่อว่าจะทำให้ร่ำรวยเหมือนชื่อต้นอีกด้วย

วิธีการปลูกและดูแลรักษา

          เศรษฐีเรือนในเป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี นิยมปลูกในกระถางขนาดเล็กแบบแขวน สามารถปลูกได้ในที่ร่ม แต่ควรให้แดดส่องถึงพอประมาณ รวมทั้งควรรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือสังเกตหน้าดินว่าแห้งหรือไม่ก็พอ เนื่องจากต้นเศรษฐีเรือนในไม่ค่อยชอบแดดและน้ำมากนัก อีกทั้งยังสามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายมากด้วยการตัดไปปลูกใหม่




 5. หมากเหลือง

 ลักษณะทั่วไป

           จัดว่าเป็นพืชที่นิยมปลูกภายในอาคารอีกชนิดหนึ่ง ด้วยความที่มีขนาดลำต้นไม่สูงมากนัก ประมาณ 5-10 เมตร และเป็นพืชตระกูลปาล์มที่ดูแลง่าย มีความทนทาน จึงสามารถปลูกในร่มได้ ลักษณะของใบออกสีเขียวแซมเหลืองปลาย ๆ ใบมีความอ่อนพลิ้วคล้ายขนนก ดูอ่อนช้อยสวยงาม นอกจากนี้หมากเหลืองยังเป็นพืชที่คายน้ำมาก ขนาดต้นประมาณเกือบ 2 เมตร สามารถคายน้ำได้มากถึง 1 ลิตรในเวลาแค่ 1 ชั่วโมง อีกทั้งยังสามารถดูดสารพิษ และฟอกอากาศภายในห้องได้เป็นอย่างดีอีกด้วย



 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

          เนื่องจากต้นหมากเหลืองเป็นพืชที่ดูแลง่าย จึงรดน้ำในช่วงเช้าเพียงวันละ  1 ครั้งก็พอ และพยายามอย่ารดน้ำจนดินแฉะมากเกินไปด้วย เพราะรากและใบอาจเน่าตายได้ ส่วนปุ๋ยควรให้ปุ๋ยคอกเดือนละครั้ง รวมทั้งหมั่นฉีดละอองน้ำทำความสะอาดใบบ่อย ๆ เพื่อป้องกันปัญหาแมลงกัดกินใบ ทั้งนี้ควรวางกระถางต้นหมากเหลืองไว้ตรงบริเวณที่แสงแดดส่องถึง หรือยกไปตากแดดบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อให้ต้นไม้ได้คายน้ำ และสังเคราะห์แสงด้วย



 6. เงินไหลมา

 ลักษณะทั่วไป

           ต้นเงินไหลมาเป็นเถาไม้เลื้อยขนาดเล็ก ลักษณะต้นจะออกกลม ๆ ดูน่ารัก ส่วนลักษณะใบจะคล้ายใบบอน มีสีเขียวอ่อนผสมสีเหลืองจาง ๆ และมีลายของใบเป็นเส้นตรงสีเงิน โคนใบเว้าลึกมองดูคล้ายรูปหัวใจ อีกทั้งด้วยชื่อและลักษณะของต้นไม้ชนิดนี้ ก็ทำให้คนนิยมปลูกเป็นไม้ประดับภายในบ้านด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ต้นเงินไหลมายังมีคุณสมบัติช่วยดูดสารพิษภายในอาคารอีกด้วย

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

            ต้นเงินไหลมาเป็นพืชที่ชอบอยู่ในที่ร่ม ต้องการเพียงแค่แสงแดดรำไร แต่ควรรดน้ำให้สม่ำเสมอ ประมาณสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อป้องกันใบแห้ง เป็นสีน้ำตาล และเหี่ยวตาย นอกจากนี้ควรให้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ปริมาณ 300-500 กรัม ต่อครั้ง โดยใส่ปุ๋ยเดือนละ 1-2 ครั้งก็พอ




 7. กวักมรกต

 ลักษณะทั่วไป

           ต้นไม้ชื่อมงคลอีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกในอาคารบ้านเรือน เพราะเป็นต้นไม้ในร่มที่สวยงาม แถมมีนามเป็นมงคล ลักษณะลำต้นเป็นหัวใต้ดิน แตกใบย่อยเป็นสีเขียวมรกตเฉดเข้ม ใบแข็งและเป็นมัน สื่อถึงความมั่งคั่ง และความราบรื่น ส่วนดอกเป็นช่อ มีลักษณะคล้ายดอกเดหลี คนส่วนใหญ่นิยมปลูกต้นกวักมรกตเป็นไม้ประดับภายในบ้าน เนื่องจากดูแลง่าย ไม่ค่อยพบปัญหา                               

วิธีการปลูกและดูแลรักษา

           คุณสามารถปลูกต้นกวักมรกตในดินผสมแกลบ หรือดินปลูกต้นไม้สำเร็จรูปได้เลย ส่วนการรดน้ำต้นไม้ไม่ต้องรดมากนักก็ได้ เพราะไม้ชนิดนี้ไม่ชอบน้ำชุ่มเท่าไร และหากรดน้ำมากเกินไป รากมีสิทธิ์เน่าตายได้เลยทีเดียว แต่ควรให้ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกละลายน้ำเดือนละครั้งด้วย



 8. พรมกำมะหยี่ หรือพรมญี่ปุ่น

ลักษณะทั่วไป

            พรมกำมะหยี่ หรือชื่ออื่น ๆ คือ พรมญี่ปุ่น หูเสือ เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นอวบน้ำ ไม่ชอบแดดจัด แต่ชอบความชื้น ปลูกง่าย ความพิเศษอยู่ตรงที่ส่วนใบและดอกมีขนปกคลุมคล้ายลักษณะของพรมหรือกำมะหยี่  มีลวดลายและสีสันของใบที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพันธุ์ ทั้งใบสีเขียวเข้ม เขียวอ่อน น้ำตาลแดง เทา และสีทองแดง ส่วนปลายใบแหลมงุ้มน้อย ๆ ขอบใบหยักมน นอกจากนี้พรมกำมะหยี่ยังมีดอกเล็ก ๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ สีสันสดใสอย่างสีขาว แดง ม่วง ชมพู ส้ม เหลือง เป็นต้น จึงเหมาะที่จะนำไปปลูกประดับความสวยงามภายในบ้าน

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

            พรมกำมะหยี่เป็นพืชที่ชอบแดดรำไร เพราะหากโดนแดดจัดใบจะเล็ก แห้ง และเหลือง ชอบน้ำพอประมาณ รดน้ำพอให้ดินชื้น ๆ เป็นใช้ได้ แต่ควรให้ปุ๋ยละลายน้ำทุกสัปดาห์ สำหรับในช่วงหน้าฝนที่มีความชื้นสูงอาจต้องลดปริมาณการให้น้ำและปุ๋ยลงด้วย เพื่อป้องกันรากเน่า




 9. เขียวหมื่นปี

 ลักษณะทั่วไป

            ลำต้นไม่สูงมากนัก จัดเป็นไม้กอที่มีลำต้นและใบเป็นสีเขียวแซมขาวจาง ๆ ตัวใบเป็นปลายแหลม ใบค่อนข้างมีขนาดใหญ่มีลวดลายสวยงาม และมักจะขึ้นเป็นกอ เขียวหมื่นปีเป็นไม้ประดับที่นิยมปลูกในอาคาร เพราะทนทาน ไม่ต้องดูแลมาก สามารถทนทานต่ออากาศที่แห้ง และความชื้นต่ำ ที่สำคัญเป็นพืชที่ไม่ต้องการแสงแดดจัด เติบโตได้เป็นอย่างดีแม้จะได้รับเพียงแสงแดดรำไรน้อยนิด แถมยังดูดสารพิษประเภทฟอร์มาลดีไฮด์ และช่วยฟอกอากาศได้ดีในระดับปานกลางเลยทีเดียว
 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

           เขียวหมื่นปีเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำ และแสงแดดมากนัก แค่รดน้ำให้หน้าดินชื้นพอประมาณก็ถือว่าใช้ได้ และตั้งกระถางในที่ที่แสงแดดส่องถึงบ้างเล็กน้อยก็พอ นอกจากนี้ควรบำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ยคอกละลายน้ำเดือนละครั้งด้วย



 10. มรกตแดง



 ลักษณะทั่วไป



          มรกตแดงเป็นไม้ที่นิยมปลูกในอาคาร ด้วยความที่เป็นพืชที่ดูแลง่าย ไม่ต้องการแสงแดดจัด ลักษณะทั่วไปเป็นไม้เลื้อย มีความแข็งแรงทนทาน ใบขนาดใหญ่สีเขียวอมแดง มีความมันวาวสวยงาม อีกทั้งเหตุผลที่คนนิยมปลูกมรกตแดงในบ้าน ก็เพราะมรกตแดงเป็นพืชที่มีคุณสมบัติช่วยดูดสารพิษได้ดีที่สุดในบรรดาพันธุ์ไม้ตระกูลฟิโลเดนดรอนด้วยกันเอง แถมไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคพืชกวนใจด้วย

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา



          สำหรับการปลูกมรกตแดงในอาคาร ควรใช้กาบมะพร้ามหุ้มราก และส่วนลำต้น แล้วค่อยนำต้นใส่กระถาง อาจจะตั้งกระถางไว้ในจุดที่แสงแดดส่องถึงรำไรก็ได้ และรดน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง รวมทั้งต้องหมั่นตรวจสอบความชื้นที่กาบมะพร้าวบ่อย ๆ ส่วนการให้ปุ๋ยบำรุงต้น ควรให้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักเดือนละครั้ง




 11. สาวน้อยประแป้ง

ลักษณะทั่วไป



            เป็นอีกหนึ่งพันธุ์ไม้ที่นิยมปลูกในที่ร่ม เพราะสาวน้อยประแป้งเป็นพืชที่มีความสามารถในการปรับตัว และเจริญเติบโตได้ดีในสถานที่ที่แห้งแล้ง และอบอุ่น แถมยังมีคุณสมบัติในเรื่องช่วยฟอกอากาศ อีกทั้งลักษณะใบเป็นรูปวงรีขนาดใหญ่ มีลวดลายสวยงามต่างกันตามแต่ละชนิดพันธุ์ จึงทำให้สามารถดูดสารพิษภายในอาคารได้มากยิ่งขึ้น แต่ลักษณะเด่น คือ ใบจะมีลวดลายคล้ายหยดแป้งสีขาวกระจายประปรายอยู่เต็มใบ สมกับชื่อสาวน้อยประแป้งเลย

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา



           เนื่องจากสาวน้อยประแป้งเป็นพืชที่ดูแลง่าย มีความทนทาน และมีการปรับตัวสูง จึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำมาก เพราะอาจทำให้ลำต้นเน่า หรือรากเน่าได้ ส่วนปุ๋ยควรให้เดือนละ 1 ครั้ง โดยใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักละลายน้ำ แต่อาจจะใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้าสลับกันบ้างก็ได้ หรือคุณจะยกกระถางออกไปตากแดดอ่อน ๆ สักพักก็ได้เช่นกัน




 12. ว่านเสน่ห์จันทร์

 ลักษณะทั่วไป



          ว่านเสน่ห์จันทร์เป็นไม้มงคลที่มีมาแต่โบราณ นิยมปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคลในบ้าน โดยเฉพาะเสริมความมงคลในด้านการค้า และเสน่ห์เมตตามหานิยม อีกทั้งยังเป็นพืชที่ปลูกในที่ร่มได้ เนื่องจากไม่ค่อยชอบแดดมากนัก ลักษณะก้านใบกลมเรียวเล็ก เป็นสีเขียวเสมอกันตลอดก้าน ใบเป็นรูปหัวใจ มีลายเส้นลึกแผ่กระจายทั้งใบ ไล่สีเขียวเข้มจากตรงกลางใบ แล้วเป็นสีเขียวอ่อนที่ปลายใบ ใบมีความมันวาวเล็กน้อย ลักษณะโดยรวมดูแล้วสวยงาม เหมาะแก่การนำไปประดับภายในบ้าน

วิธีการปลูกและดูแลรักษา



           ก่อนปลูกว่านให้ผสมดินร่วนกับอิฐเผาไฟทุบละเอียด จากนั้นนำไปตากน้ำค้างทิ้งไว้ 1 คืน แล้วจึงค่อยนำดินมาใส่กระถาง ปักหัวหัวว่าน แล้วกลบดินให้แน่นพอประมาณ เสร็จแล้วพรมน้ำให้ชุ่ม นำกระถางไปตั้งตรงที่ที่มีแสงแดดส่องผ่านรำไร นอกจากนี้ต้องหมั่นใส่ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยคอกเดือนละครั้ง รวมทั้งหมั่นเช็ดทำความสะอาดใบให้เงางามอยู่เสมอด้วย



ไม้ประดับเพื่อชีวิต


     
     การวิจัยของ NASA ที่ต้องการศึกษาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการมีชีวิตของมนุษย์อวกาศ ทำให้ได้ผลพลอยได้ที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตในพื้นผิวโลก โครงการหนึ่งนั้นคือ Interior Landscape Plants for Indoor Air Pollution Abatement ซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่าง  NASA กับ ALCA (Associated Landscape Contractors of America) เพื่อค้นหาสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยอย่างปลอดภัยจากสารพิษตามวิธีการทางธรรมชาติ คือใช้ต้นไม้ที่อยู่กับมนุษย์ได้ดีที่สุดตลอดเวลา โครงการได้ทดสอบต้นไม้หลายชนิดที่ใช้ปลูกประดับภายในอาคาร

          ผลการศึกษาพบว่าไม้ประดับที่มีประสิทธิภาพในการขจัดสารพิษในอากาศได้ดีเป็นไม้เมืองร้อน ชนิดที่มีอยู่ดาษดื่นในบ้านเราและเป็นไม้ที่เลี้ยงง่าย ไม่ต้องการดูแลพิเศษใด ๆ เลย แล้วทำไมเราจึงจะไม่ใช้ประโยชน์จากความรู้นี้บ้างหรือ

          ไม้ประดับภายในอาคารไม่ใช่เพียงแต่ให้ความสดใสแก่อาคารเท่านั้น แต่ยังช่วยขจัดสารพิษและฟอกอากาศภายในอาคารอีกด้วย ผลการวิจัยให้ข้อสรุปว่าไม้แต่ละชนิดสามารถขจัดสารพิษได้เฉพาะอย่าง บางชนิดก็ขจัดได้หลายสาร แต่ปริมาณอาจต่ำ

          การทดสอบของ Dr.Wolverton ที่ทดสอบการดูดสารพิษของไม้ประดับ ในห้องปิดที่มีพื้นที่เท่าห้องปกติ (ประมาณ 10 ตารางเมตร) และมีสารเบนซีนที่มีความเข้มข้น 0.235 ppm เป็นเวลา 24 ชั่วโมง พบว่า ตีนตุ๊กแกฝรั่งขจัดเบนซีนได้ถึง 90% แต่ขจัด TCE (ความเข้มข้นเริ่มต้น 0.174 ppm) ได้เพียง 11% การทดสอบกับเดหลี พบว่าสามารถขจัดเบนซีน (ความเข้มข้นเริ่มต้น 0.166 ppm) ได้ 80% ขจัดฟอร์มัลดีไฮด์ (ความเข้มข้นเริ่มต้น 10.0 ppm) ได้ 50% และขจัด TCE (ความเข้มข้นเริ่มต้น 20.0 ppm) ได้ถึง 50% เป็นต้น

          ต่อไปนี้จะเป็นรายชื่อของไม้ประดับที่มีประสิทธิภาพในการขจัดสารพิษเฉพาะอย่างตามการแนะนำของ Dr.Wolverton  อย่างไรก็ตามพึงระลึกไว้เสมอว่ามีไม้ประดับอีกหลายชนิดที่แม้ไม่มีในรายชื่อในการกำจัดเฉพาะสารแต่ก็สามารถขจัดสารพิษรวม ๆ ได้หลายสารแต่อาจจะมีอัตราการขจัดที่ต่ำกว่า

ไม้ประดับขจัดฟอร์มัลดีไฮด์

          ไม้ที่ขจัดสารฟอร์มัลดีไฮด์ความเข้มข้นสูงได้ดีที่สุด ได้แก่ ปาล์มไผ่ วาสนา ลิ้นมังกร วาสนาอธิษฐาน เดหลี เศรษฐีเรือนใน ฟิโลเดรนดรอน และพลูด่าง แต่ที่ความเข้มข้นต่ำ ว่านหางจระเข้จะดูดได้ดีกว่า

ไม้ประดับขจัดไตรคลอโรเอทธีลีน (TCE)

          ไม้ประดับภายในอาคารห้าชนิด ได้แก่ เยอร์บีร่า วาสนาอธิษฐาน เดหลี วาสนา และปาล์มไผ่ พบว่ามีประสิทธิภาพในการขจัดสาร TCE ได้ดีที่สุด

ไม้ประดับขจัดสารเบนซีน

          ไม้ประดับที่ขจัดสารเบนซีนได้ดีมากได้แก่ เยอร์บีร่า เบญจมาศ เดหลี วาสนาราชินี ปาล์มไผ่ ตีนตุ๊กแกฝรั่ง และ ลิ้นมังกร

ไม้ประดับขจัดคาร์บอนมอนนอกไซด์
          ไม้ประดับที่ขจัดสารคาร์บอนมอนนอกไซด์ได้ดีมากได้แก่ เศรษฐีเรือนใน และ พลูด่าง
                                    

ยอดไม้ประดับขจัดสารพิษ

          ไม้ประดับที่เลือกมาข้างบนนั้นเป็นไม้ที่แสดงความสามารถในการขจัดสารพิษแต่ละชนิดได้สูง อย่างไรก็ตามผลการทดสอบยังพบไม้หลายชนิดที่สามารถดูดสารพิษได้หลายสารแต่อาจจะดูดได้ในปริมาณที่ไม่มากเท่าต้นที่ดูดสารโดยเฉพาะตามได้กล่าวมา และที่สำคัญคือเราเองก็ไม่ทราบแน่ว่าในบ้านหรือในที่ทำงานของเรามีสารพิษชนิดใดอยู่และจะปลูกไม้ประดับต้นใด ดังนั้นเราจึงมักต้องการไม้ที่ทำหน้าที่รวม ๆ กันไปได้

          Dr. Wolverton ได้แนะนำไม้ประดับที่มีประสิทธิภาพในการขจัดสารพิษในอาคาร 11 ชนิดแรกที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการขจัดสารพิษทั้งสี่ชนิดในอาคาร (ฟอร์มัลดีไฮด์ ไตรคลอโรเอทธิลีน เบนซีน และคาร์บอนมอนอกไซด์) เราอาจเลือกต้นไม้จากรายชื่อดังต่อไปนี้ มาปลูกไว้ในบ้านหรือห้องทำงานบ้าง

               

ปัญหาต่อไปคือ เรารู้จักไม้ประดับเหล่านี้ดีหรือไม่

          ไม้ประดับเหล่านี้มีหน้าตาเป็นอย่างไรเพราะถ้าดูเพียงชื่อ เราอาจจะบอกไม่ได้ว่าต้นไหนเป็นต้นไหน เพราะว่า ไม้หนึ่งต้นมีเรียกชื่อกันได้หลากหลายมาก หรือในทางกลับกัน ชื่อเดียวอาจใช้เรียกไม้หลายต้น ดังนั้นเพื่อความมั่นใจว่าถูกต้นจึงต้องอ้างอิงจากต้นฉบับเดิม ส่วนข้อมูลพฤกษศาสตร์ และข้อมูลการปลูกผู้ที่สนใจศึกษาจากแหล่งทางต้นไม้โดยตรง

ปาล์มไผ่ (Bamboo Palm ชื่อพฤกษศาสตร์ Chamaedorea seifritzii)
          ปาล์มไผ่ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กและโตช้า จึงเหมาะปลูกภายในอาคาร พืชในวงศ์เดียวกัน (วงศ์ Arecaceae เดิมเรียก Palmaceae) ได้แก่ จั๋ง (Lady Palm) หมากเหลือง (Yellow Palm) หมากเขียว (Mc Arthur Palm) ก็ช่วยทำให้อากาศบริสุทธิ์ได้ดีมาก ปาล์มสามารถกำจัดสารเบนซีนได้ดีเป็นพิเศษ พืชตระกูลปาล์มชนิดอื่น ๆ เช่น มะพร้าว ก็สามารถเป็นไม้ประดับในอาคารที่ช่วยสุขภาพของผู้อยู่อาศัยได้ดี แต่ต้นอาจจะใหญ่เกินที่จะนำเข้ามาไว้ในอาคาร

                                             

เขียวหมื่นปี (Chinese Evergreen ชื่อพฤกษศาสตร์ Aglaonema sp.)

          พืชในสกุล Aglaonema (วงศ์ Araceae) เป็นไม้ประดับยอดฮิตในปัจจุบัน มีมากมายหลายสี และหลายราคา เช่น มีตั้งแต่ราคานับเป็นล้านจนเป็นบาท แต่โชคดีที่ต้นดูดสารพิษได้ดีที่สุดเป็นชนิดสีเขียวและมีราคาถูกมากที่เรียกว่า เขียวหมื่นปี (Chinese Evergreen) ต้นเขียวหมื่นปีสามารถอยู่ในที่ร่มได้นาน และชอบดินร่วนที่ระบายน้ำดี ไม่ชอบน้ำขัง แต่อะโกลนีซึ่งเป็นพืชในสกุลนี้ชนิดอื่น ๆ ที่ชอบแดดมากกว่า เขียวหมื่นปีสามารถดูดสารพิษได้ดีเพราะมีใบกว้าง มีพื้นที่ผิวใบสำหรับดูดกลืนสารพิษได้มาก

ตีนตุ๊กแกฝรั่ง (English Ivy ชื่อพฤกษศาสตร์ Hedera helix)
          ตีนตุ๊กแกฝรั่งเป็นไม้เลื้อย เกาะอาศัยตามต้นไม้ใหญ่ ไม้ชนิดนี้ดูดสารเบนซีนได้ดีมาก (การทดลองของ Wolverton พบว่า ดูดสารเบนซีนได้ถึง 90%) อย่างไรก็ตามในประเทศตะวันตก ไม้ชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะในตะวันตกไม้นี้จะโตเร็วจนเป็นวัชพืช และประการที่สองคือ ใบและผลมีสารไกลโคไซด์ที่เป็นพิษซึ่งถ้ากินเข้าไปทำให้ท้องเสีย ถ่ายท้อง ตื่นเต้น กระสับกระส่าย หายใจไม่ออก เป็นไข้ จนอาจถึงโคม่า และเนื่องจากยังมีไม้ต้นอื่น ๆที่ดูดสารเบนซีนได้ดี จึงไม่จำเป็นต้องใช้ต้นไม้นี้ก็ได้ และในบ้านเราไม้ต้นนี้ยังเป็นไม้นำเข้าและมีราคาแพง

วาสนา (Janet Craig ชื่อพฤกษศาสตร์ Dracaena deremensis วงศ์ Agaveceae)

          เป็นไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีการวิจัยโดย NASA และพบว่ามีประสิทธิภาพในการดูดสารฟอร์มัลดีไฮด์ รวมทั้งวาสนาพันธ์อื่น ๆ เช่น วาสนาราชินี (Dracaena deremensis “Warneckil”) วาสนาอธิษฐาน (Dracaena fragrans “Massangeana”) จันผา ขอบแดง (Dracaena marginata) นอกจากนี้ยังมีพวกไผ่กวนอิมด้วยที่สามารถดูดสารพิษได้

เศรษฐีเรือนใน (Spider plants  ชื่อพฤกษศาสตร์ Chlorophytum comosum  ชื่อวงศ์ Liliaceae)

          ไม้ประดับต้นนี้ คนไทยนิยมปลูกในบ้านมานานแล้ว จึงให้ชื่อว่า เศรษฐีเรือนในเป็นไม้ต้นเล็กที่ไม่ต้องการแสงแดดโดยตรง แต่ต้องการแสงสว่างที่มากพอ ปลูกได้ดีภายในอาคารที่มีแสงสว่างเพียงพอ และไม่ต้องการน้ำมาก นิยมปลูกเป็นไม้กระถางแขวนหรือเป็นพืชคลุมดิน เมื่อโตเต็มที่จะขยายพันธุ์โดยการแตกและขึ้นต้นใหม่เป็นขยุ้ม เหมือนขาแมงมุม ฝรั่งจึงเรียก Spider Plants เศรษฐีเรือนในเป็นไม้ประดับที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งที่ดูดสารพิษในอาคาร (การทดลองของ Wolverton ได้ผลว่าดูดคาร์บอนมอนอกไซด์ได้ 96% และฟอร์มัลดีไฮด์ 86%)

เดหลี (ชื่อสามัญ Peace Lily, Manau Loa ชื่อพฤกษศาสตร์ Spathiphyllum wallisei วงศ์ Araceae)

          เดหลีเป็นพืชที่ดูดสารพิษได้ทั้ง FM, TCE และเบนซีน และฟอกอากาศได้ดีมาก (การฟอกอากาศของพืชในที่นี้หมายถึงการที่พืชดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (จากลมหายใจคน) และปล่อยแก๊สออกซิเจนซึ่งเป็นแก๊สสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์) ออกมา ไม้ประดับต้นนี้แม้จะดูดสารพิษและฟอกอากาศภายในอาคารได้ดี แต่มักถูกปลูกไว้นอกมากกว่าในอาคาร

ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera ชื่อพฤกษศาสตร์ Aloe barbadensis) 
          ว่านหางจระเข้พบได้ทั่วไปในบ้านเราเป็นไม้อวบน้ำในวงศ์ Liliaceae ใบที่หนาและอวบน้ำทำหน้าที่กักเก็บน้ำได้ดีหรือไว้ใช้ในฤดูแล้ง ชอบดินที่ระบายน้ำได้ดีไม่ชอบให้รากเปียกชื้นตลอดเวลา ว่านหางจระเข้ชนิดต้นใหญ่ชอบแดดมากกว่าต้นชนิดเล็ก ซึ่งชอบร่มมากกว่าแดด ถ้าปลูกต้นใหญ่ต้องนำออกตากแดดบ้างในตอนกลางวัน ว่านหางจระเข้ดูดกลืนฟอร์มัลดีไฮด์ ที่ความเข้มข้นต่ำได้ดีและปัจจุบันพบมันมีคุณสมบัติรักษาแผลไฟไหม้ได้ดี จึงเรียกว่า Burn plant แต่ยางที่เปลือกใบสีเขียวเป็นพิษ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง เวลานำวุ้นใบมาใช้จึงต้องปอกเปลือกล้างยางให้หมดก่อน


ลิ้นมังกร (Mother-in Law’s Tongue, Snake plants ชื่อวิทยาศาสตร์ Sauropus changiana S.Y.Hu วงศ์ Euphorbiaceae)
          ไม้ต้นนี้มีชื่อเรียกกันหลากหลายคนอเมริกันเรียกว่า ลิ้นแม่ยาย (Mother-in-Law’s Tongue เพราะคนอเมริกันมักมีอคติกับแม่ยายว่าพูดมาก แต่ตรงข้ามกับคนไทยซึ่งมักไม่มีปัญหากับแม่ยาย แต่มักมีปัญหากับแม่สามี) ไม้ประดับต้นนี้ มักปลูกเป็นไม้ขอบรั้ว ขอบทางเดินซึ่งที่จริงแล้วมีประโยชน์มากสำหรับปลูกในบ้าน อาคาร ห้องนอน เพราะมีประโยชน์ ในการช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในอาคาร

ไม้ประดับฟอกอากาศ
          ไม้ประดับหลายชนิดอาจดูดสารพิษได้ไม่ดีนัก แต่มีคุณสมบัติอื่นที่เหมาะสมสำหรับการนำมาปลูกเลี้ยงในอาคาร นั่นคือเป็นไม้ฟอกอากาศการฟอกอากาศของต้นไม้ ในที่นี้หมายถึงการที่พืชสามารถดูดสารพิษแล้ว ยังสามารถนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (ที่มาจากลมหายใจของคน) ไปใช้ในการสร้างอาหารของพืช และปล่อยออกซิเจนซึ่งเป็นแก๊สที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิตของคน ออกมาแทนที่ จึงทำให้อากาศบริสุทธิ์ ไม้ดูดสารพิษบางชนิดมีสมบัติเป็นไม้ฟอกอากาศ เช่น เขียวหมื่นปี เศรษฐีเรือนใน เบญจมาศ เยอร์บีร่า ส่วนไม้ต่อไปนี้ แม้จะดูดสารพิษไม่ดีนักแต่ได้ชื่อว่าเป็นไม้ฟอกอากาศภายในอาคารได้ดีเยี่ยม

               
 



7 ไม้ประดับมงคลที่นิยมจัดโต๊ะทำงาน


1. กระบองเพชรจิ๋ว

กระบองเพชรจิ๋ว นอกจากจะดูน่ารัก น่ามอง แล้วยังมีประโยชน์ในการดูดคลื่นรังสีจากจอคอมพิวเตอร์ เป็นไม้ประดับที่คงทน      ปลูกง่าย แต่มีความเชื่อว่าไม่เหมาะแก่คนโสด เพราะจะทำให้ผิดหวังในความรัก                                                                                                                                

ไม้ประดับ


ไม้ประดับ


ไม้ประดับ


2. แก้วกาญจนา

เป็นไม้ประดับที่มีความสวยงาม  ทนกับความชื้นต่ำได้ดี อยู่ได้เป็นเดือนโดยไม่ต้องรดน้ำหรือได้รับแสงแดด เป็นไม้ที่อยู่ในร่มได้นาน จึงเหมาะกับคนที่งานยุ่ง ไม่ค่อยมีเวลาดูแล
ไม้ประดับ

ไม้ประดับ

ไม้ประดับ

3. บอนสี

บอนสี เป็นไม้มงคล ช่วยคุ้มครองชีวิตจากภัยอันตรายต่างๆ ให้ชีวิตมีแต่ความสุข เป็นไม้ประดับที่แข็งแรง อยู่ในร่มได้ แต่ควรนำออกแดดบ้าง เวลารดน้ำควรรดให้อยู่ระกับโคนก็พอ ไม่งั้นใบไม้จะเน่าได้
ไม้ประดับ

ไม้ประดับ

ไม้ประดับ

4. พลูด่าง

พลูด่าง เป็นพันธุ์ไม้เลื้อยสวยงาม เหมาะแก่การประดับสำนักงาน เช่น ทำเป็นกระถางแขวน และควรปลูกพลูด่างไว้ในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง
ไม้ประดับ

ไม้ประดับ

ไม้ประดับ

5. เฟิร์นเงิน

เฟิร์นเงิน จะช่วยดูดความร้อน ลดอุณหภูมิจากภายนอก ช่วยให้บรรยากาศที่ทำงานดีขึ้น ปลูกง่าย โดยการเติมน้ำในระดับโคนต้น พรมน้ำเบาๆระหว่างวัน และน้ำออกแดดสามครั้งต่อสัปดาห์
ไม้ประดับ

ไม้ประดับ

ไม้ประดับ

6. สัปปะรดสี

สัปปะรดสีเป็นไม้ตระกูลสัปปะรด มีสีสันสวยงาม ปลูกไว้ที่ทำงาน ช่วยให้ผ่อนคลาย สบายตา ควรวางในที่ที่มีแสงแดดส่องถึงเพื่อให้ต้นได้โดนแสงในยามเช้า
ไม้ประดับ

ไม้ประดับ

7. หน้าวัว

ไม้ประดับ
หน้าวัว เป็นไม้ประดับที่มีรูปร่างเป็นเอกลักษณ์ มีสีสันสวยงาม เหมาะกับคนที่เครียดจากการทำงาน เมื่อได้มองแล้วจะสบายตา เหมาะกับปลูกในที่ที่มีอากาศเย็น ที่ร่ม และมีแสงรำไร
ไม้ประดับ

ไม้ประดับ

ไม้ประดับ



ต้นไม้มงคล 9 อย่างเสริมโชค


1. ต้นดาวเรือง                                                                                                                                                                                                                                                                                                                       



ลักษณะของดอกดาวเหลืองสีเหลืองอร่าม ทำให้คนไทยโบราณถือว่า หากปลูกดอกดาวเรืองเอาไว้ใน  บริเวณบ้าน จะช่วยเสริมบารมีให้มีความก้าวหน้า เจริญรุ่งเรือง มีเงินทองไหลมาเทมาดั่งกลีบดอกเล็ก ๆ สีเหลืองทองของดาวเรืองนั่นเอง แถมดอกดาวเรืองยังสามารถนำมาปักแจกันเพิ่มความสดชื่นในบ้าน และปักแจกันสำหรับบูชาพระได้ด้วย โดยดอกดาวเรืองต้นจะขึ้นเป็นพุ่ม มีกลีบดอกสีเหลืองซ้อนกัน มี  สรรพคุณแก้วิงเวียน แก้คางทูม ละลายเสมหะ แก้ปวดฟัน เป็นต้น นอกจากนี้หากปลูกไว้ในสวนยังช่วย           ป้องกันแมลงได้ด้วย                                                                                                               
2. ต้นโกสน



 ตั้งแต่สมัยราชกาลที่ 5 ผู้คนในสมัยนั้นก็นิยมปลูกต้นโกสนในบ้าน เนื่องจากชื่อที่พ้องเสียงใกล้เคียงกับคำว่า กุศล ซึ่งหมายถึงการทำบุญ ทำทาน ทำความดี ชาวบ้านจึงเชื่อว่า หากปลูกต้นโกสนไว้ในบ้าน ก็จะช่วยให้ทุกคนในบ้านอยู่ด้วยความสงบสุข มีใบบุญคอยคุ้มกันปกป้องจากภัยร้าย อีกทั้งต้นโกสนยังช่วยเสริมบารมีให้คนที่อยู่ในบ้านอีกด้วย ส่วนต้นโกสนที่นิยมปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคล ได้แก่ โกสนพันธุ์ทับทิมทอง พันธุ์มหาราช  พันธุ์รัตนโกสินทร์ พันธุ์ทองอุไร พันธุ์ผู้ชนะสิบทิศ พันธุ์ไกรทอง  พันธุ์หมื่นหาญ และโกสนพันธุ์เศรษฐีสุพรรณเหรียญทอง


3.  ต้นเงินเต็มบ้าน






ต้นเงินเต็มบ้าน ลักษณะใบเป็นรูปไข่ โค้งนิด ๆ หรือมีเหลี่ยมมุมออกเป็นรูปหัวใจ ใบสีเขียวเข้ม ตามลักษณะใบมีลายขีดยาวเป็นทางจาง ๆ ส่วนขอบใบมักจะมีสีเขียวเข้ม หรือเขียวเหลือบเทา มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ส่วนความเป็นมงคลของพืชชนิดนี้ก็เดาได้จากชื่อเลยค่ะ ปลูกแล้วจะช่วยส่งเสริมความสิริมงคลในชีวิต หน้าที่การงาน และเสริมความร่ำรวยให้มีเงินทองกองเต็มบ้านเลยจ้า  
          
  4.ต้นโป๊ยเซียน                                                                                                       


 สำหรับผู้ที่ต้องการเรียกโชคลาภให้เข้าบ้าน ต้องปลูกต้นโป๊ยเซียนให้เด่นสง่าตั้งแต่หน้าบ้าน เพราะเราถือกันว่า ต้นโป๊ยเซียนเป็นต้นไม้ของเทพเจ้า 8 องค์ ซึ่งถ้าปลูกไว้ในบ้านก็จะเรียกโชคลาภ เงินทอง บารมี และความผาสุกมาสู่ทุกคนในบ้านนั่นเอง ยิ่งถ้าออกดอก 8 ดอก ก็จะยิ่งมีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ


5. ดอกแก้ว                                                                                                                                  


                                                                                                                                     

 ด้วยความขาวบริสุทธิ์ของดอกแก้ว บวกกับความหอมชื่นใจ จึงทำให้ดอกแก้วเป็นไม้มงคลที่คนนิยมนำไปปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคลในบ้านอีกต้นหนึ่ง ซึ่งคนไทยโบราณก็นิยมชมชอบทั้งลักษณะดอกแก้ว รวมถึงชื่อ “แก้ว” ที่บ่งบอกความสูงส่ง ดั่งดวงแก้วที่มีค่า ทำให้คนที่นำดอกแก้วไปปลูกในบ้าน จะเป็นคนมีจิตใจผ่องใสบริสุทธฺ์ เป็นที่นิยมชมชอบของคนที่พบเห็นรู้จัก นอกจากนี้ดอกแก้วยังเป็นดอกไม้ที่   เหมาะจะนำไปบูชาพระด้วย                                                                                               

6.   ต้นนางกวัก                                                                                              



  ลักษณะใบของต้นนางกวักที่มีรูปร่างคล้ายใบโพธิ์ ไม่เพียงแต่กวักเงินกวักทองเท่านั้น แต่ต้นนางกวักยังสามารถกวักโชคลาภ ความดีความชอบ และสิ่งดี ๆ เข้าบ้านเราได้ด้วย ด้วยเหตุนี้คนจึงนิยมปลูกต้นกวักไว้ในบ้านกัน โดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจ หรือตามร้านที่ค้าขายของทั่วไป

7.  ต้นมะยม                                                                                                 




                                         แค่ชื่อของต้นไม้ชนิดนี้ ก็น่าจะสื่อความหมายดี ๆ ที่เป็นสิริมงคลให้                บ้านได้ในระดับหนึ่งแล้ว คนไทยตั้งแต่สมัยโบราณจึงปลูกต้นมะยมเอาไว้หน้าบ้าน เพื่อให้ช่วย         ส่งเสริมให้คนนิยมชมชอบคนในบ้าน มีแต่ความเป็นมิตรหยิบยื่นให้ ขจัดความขัดแย้งให้หมดไป  

                                                                          
8.  กวนอิมทอง                                                                               


                                                                                          
 สำหรับใครที่ต้องการปลูกไม้มงคลขนาดเล็ก เอาไว้ประดับภายในตัวบ้าน ก็สามารถเลือกปลูกต้นกวน  อิมทอง ที่มีลักษณะลำต้นสูงเพียง 1-3 เมตร ซึ่งสามารถปลูกลงกระถางได้อย่างสบาย ๆ มีลักษณะใบเรียวยาว สีเขียว ขาว เหลืองผสมกันไป ส่วนลำต้นมีขนาดเรียวเล็ก แต่ความเป็นสิริมงคลไม่เล็กสม    ขนาดต้น เพราะเชื่อกันว่า ปลูกต้นกวนอิมแล้วจะทำให้เงินทองไหลมาเทมาไม่ขาดสาย ชีวิตจะมั่งมียิ่ง       ขึ้นไป                                                                                                                     

9. กระดังงา                                                                                           



 อีกหนึ่งไม้มงคลที่นิยมปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคลในบ้าน เรียกเสน่ห์ ความนิยมชมชอบ และชื่อเสียง จะเป็นต้นอะไรไปไม่ได้ นอกจากต้นกระดังงา ที่คนไทยโบราณตัดสินว่า มีเสียงคล้ายกับคำว่ากระดิ่ง ที่ส่งเสียงก้องกังวานไปไกล ส่งผลให้มีคนรู้จัก นับหน้าถือตา และมีโอกาสดี ๆ ในชีวิตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การปลูกต้นกระดังงาเพื่อความเป็นสิริมงคล ก็ควรปลูกในทิศตะวันออกของบ้าน ให้แสงอาทิตย์สาดส่องชื่อเสียง และความเป็นสิริมงคลให้ฟุ้งกระจายรอบตัวบ้านเลยค่ะ